ลูกจ้างหรือนายจ้าง ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์?
ชอุ่มเชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า เวลาเราเป็นพนักงานทำงานให้บริษัท ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ เขียนคอนเทนต์ หรือแต่งเพลงประกอบโฆษณา แล้วงานที่เราสร้างขึ้นมานี้ “ลิขสิทธิ์” เป็นของเราหรือของบริษัทกันแน่? คำถามนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วมันซับซ้อนกว่าที่คิด และสำคัญมากสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างนะคะ
อะไรบ้างที่มีลิขสิทธิ์?
ชอุ่มว่า เรามาทำความเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์กันซะหน่อยก่อน ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิของผู้สร้างสรรค์งานที่เกิดจากการแสดงออกถึงความคิด โดยใช้ทักษะ แรงงาน และวิจารณญาณของตนเอง งานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์อาจเป็นงานเขียน ภาพวาด เพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การออกแบบต่างๆ
หลักสำคัญของลิขสิทธิ์ คือ ต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเองโดยไม่คัดลอกจากผู้อื่น ซึ่งเรียกว่าหลัก “originality” ผู้ที่ลงทุนลงแรงสร้างสรรค์งานขึ้นมาย่อมสมควรได้รับความคุ้มครองและเป็นเจ้าของผลงานของตน แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ! เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครสร้างใครได้เสมอไป โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน
เมื่อนายจ้างให้พนักงานลูกจ้างทำ แล้วลิขสิทธิ์เป็นของใคร?
สำหรับคนทำงานในองค์กร เรื่องลิขสิทธิ์มีความละเอียดอ่อนมาก เพราะต้องแยกให้ออกว่า เราถูกจ้างมาในลักษณะไหน มีสองกรณีหลัก ๆ ที่ต้องรู้เลย ก็คือ
กรณีแรก: สัญญาจ้างแรงงาน (เป็นลูกจ้างประจำ)
นี่คือ กรณีที่เรามีตำแหน่งเป็นพนักงานของบริษัท ได้เงินเดือนประจำทุกเดือน ตามกฎหมายแล้ว ถึงแม้เราจะเป็นคนสร้างงานขึ้นมา แต่เราก็ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่นะ แม้ว่าจะทำงานนั้นในฐานะลูกจ้างก็ตาม
ยกตัวอย่าง เช่น ชอุ่ม ทำงานในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ชอุ่มได้ออกแบบโปสเตอร์โปรโมชั่นลดราคา ชอุ่มก็ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปสเตอร์นั้นอยู่ แต่ว่าห้างมีสิทธิ์นำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เช่น เอาโปสเตอร์ติดตามหน้าร้าน โพสต์บนโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าห้างอยากปรับแก้ภาพหรือเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ต้องขออนุญาตจากชอุ่มก่อน
แต่เดี๋ยวก่อน! มีข้อยกเว้นนะคะ ถ้าในสัญญาจ้างงาน/สัญญาจ้างแรงงาน มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง กฎก็เปลี่ยนไปทันที งานที่ทำขึ้นมาก็จะเป็นของบริษัทเลย ซึ่งเทียบได้กับการที่ชอุ่มได้รับมอบหมายให้จัดทำคู่มือการบริการลูกค้า พร้อมลงนามในสัญญาที่ระบุชัดว่าลิขสิทธิ์ในคู่มือตกเป็นของห้าง ชอุ่มก็จะไม่มีสิทธิ์ในเอกสารนั้นอีกต่อไป … แบบแรก คือ ระบุเงื่อนไขลิขสิทธิ์เป็นของนายจ้างครั้งเดียวในสัญญาจ้างแรงงานครั้งแรก (เช่น เซ็นสัญญาตอนเริ่มงานประจำ) ขณะที่แบบที่สอง ทำเป็นครั้ง ๆ ซึ่งให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน นั่นคือ นายจ้างได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หากมีการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ … ตรงนี้นายจ้างต้องระวังให้ดี เพราะถ้าไม่มีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร พนักงาน/ลูกจ้างจะได้ลิขสิทธิ์ค่ะ
กรณีที่สอง: สัญญาจ้างทำของ (รับจ้างอิสระ หรือ Freelance)
เป็นกรณีที่ชอุ่มไม่ได้เป็นพนักงานประจำ แต่ชอุ่มรับงานเป็นโปรเจกต์ ๆ กฎในกรณีนี้กลับกันเลย คือ ลิขสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ว่าจ้างโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีข้อตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
เช่น ชอุ่ม เป็นนักเขียนคอนเทนต์ฟรีแลนซ์ ได้รับการว่าจ้างจากแบรนด์เครื่องสำอางเจ้าหนึ่งให้เขียนบทความรีวิวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ถึงแม้ชอุ่ม จะเป็นคนเขียน แต่ลิขสิทธิ์ของบทความนั้นก็ตกเป็นของแบรนด์โดยอัตโนมัติ ชอุ่มได้แค่ค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น
กรณีพิเศษ: หน่วยงานของรัฐ/หน่วยงานราชการ (อ้างอิงตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แม้ชอุ่มจะแอบรู้สึกว่า มาตรานี้พูดไม่ชัดเจนนัก)
ถ้าชอุ่มเป็นลูกจ้างหรือพนักงานหรือผู้รับจ้างของหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น ซึ่งสั่งให้ชอุ่มทำตามหน้าที่หรือควบคุมดูแลระหว่างที่ชอุ่มทำชิ้นงานขึ้นมาหรือจ้างให้ชอุ่มทำ ไม่ว่ากรณีใด ๆ หน่วยงานรัฐจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง เว้นแต่จะมีข้อตกลงไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร
จำง่าย ๆ หากไม่มีข้อตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
- ลูกจ้างประจำ/พนักงานประจำ: เจ้าของลิขสิทธิ์ คือ ลูกจ้าง/พนักงานประจำ (ยกเว้นมีระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานว่าให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง)
- รับจ้างอิสระ: เจ้าของลิขสิทธิ์ คือ ผู้ว่าจ้าง
- ตรวจสอบสัญญา: อ่านสัญญาจ้างแรงงานให้ละเอียดทุกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับลิขสิทธิ์
- นายจ้างกลัวว่าลิขสิทธิ์จะตกเป็นของลูกจ้าง: จำเป็นต้องระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานว่าให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง เพราะถ้าไม่ได้ระบุ ลิขสิทธิ์จะตกเป็นของพนักงาน/ลูกจ้าง
เรื่องลิขสิทธิ์ในขณะที่เป็นพนักงานลูกจ้างอาจฟังดูซับซ้อน แต่พอเข้าใจหลักการแล้วก็ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ สิ่งสำคัญ คือ ทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรมีความเข้าใจตรงกัน และทำข้อตกลงกันชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันความขัดแย้งในภายหลัง
ชอุ่ม รัตติยากร