ค่าปรับส่งมอบงานล่าช้า ถ้าไม่บอกสงวนสิทธิ์ ปรับไม่ได้นะ


เชื่อไหมคะว่าหลายบริษัทที่ว่าจ้างผู้รับเหมามารับจ้างในโครงการหรือส่งมอบงาน เมื่อผู้รับเหมาส่งงานล่าช้าแทบเป็นเดือน แต่กลับเรียกค่าปรับไม่ได้สักบาท ไม่ใช่เพราะผู้รับเหมาทรงอิทธิพล แต่เพราะผู้ว่าจ้างเองลืม “บอกสงวนสิทธิ์” ในช่วงเวลาสำคัญแค่นั้นเองเลยค่ะ

เรื่องที่คนทำธุรกิจไม่รู้: หลัก ปพพ มาตรา 381 วรรคสาม

หลักการสำคัญที่ผู้ว่าจ้างควรจำไว้ให้ขึ้นใจ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ) มาตรา 381 วรรคสาม ที่ระบุว่า “ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้”

แปลเป็นภาษาคนง่าย ๆ ก็คือ เมื่อผู้รับเหมา/ผู้รับจ้างส่งมอบงานให้เราแล้ว (แม้จะล่าช้ากว่ากำหนด) หากเรารับงานโดยไม่ได้แจ้งว่า “เราสงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับนะ” ในขณะนั้น เท่ากับว่าเราสละสิทธิ์ไปแล้ว ไม่สามารถย้อนมาเรียกค่าปรับภายหลังได้นะคะ

หลักกฎหมายนี้ใช้กับทุกสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน เพราะเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายแพ่งที่ใช้บังคับทั่วไป

ตัวอย่างจริงจากฎีกา: บทเรียนที่เจ็บจี๊ด

มีคดีหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารแมนชั่น 7 ชั้น ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนด 103 วัน ผู้ว่าจ้างตกลงค่าปรับไว้วันละ 2,000 บาท คำนวณแล้วได้ 206,000 บาทเต็มๆ แต่สุดท้ายผู้ว่าจ้างเรียกค่าปรับไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว

สาเหตุก็เพราะว่า เมื่อผู้รับเหมาส่งมอบงานงวดที่ 14 และ 15 (ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดแล้ว) ผู้ว่าจ้างชำระเงินให้โดยไม่ได้แสดงเจตนาว่าจะเรียกค่าปรับ และยังอนุญาตให้ผู้รับเหมาทำงานต่อในงวดที่ 16 อีกด้วย  ศาลฎีกาตัดสินว่า การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ว่าจ้างไม่ได้ถือเอาเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ

ในอีกคดีหนึ่ง เทศบาลจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดวางท่อระบายน้ำ ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า คณะกรรมการตรวจรับงานตรวจแล้วเห็นว่างานถูกต้องครบถ้วน แต่เทศบาลไม่ได้มีหนังสือแจ้งสงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับแก่ผู้รับจ้าง ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า เทศบาลไม่อาจหักค่าปรับได้ ต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนตามสัญญา

ทำไมกฎหมายจึงเข้มงวดเรื่องการต้องบอกสงวนสิทธิ์มากขนาดนี้

หลักการนี้มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล เพราะเมื่อเจ้าหนี้ (ผู้ว่าจ้าง) รับมอบงานโดยไม่แสดงความคัดค้านหรือสงวนสิทธิ์ใดๆ แสดงว่ายอมรับงานนั้นแล้ว และไม่ติดใจเรื่องความล่าช้า การที่จะกลับมาเรียกค่าปรับภายหลังจึงไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้ (ผู้รับเหมา) ที่อาจวางแผนการเงินของตนโดยคิดว่าจะได้รับเงินเต็มจำนวน

กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ว่าจ้างต้องแสดงเจตนาชัดเจนในขณะรับมอบงานว่าจะเรียกค่าปรับ เพื่อให้ผู้รับเหมาทราบทันทีและสามารถโต้แย้งหรือเตรียมการรับมือได้

ข้อยกเว้นที่น่าสนใจ

แต่ถ้าในสัญญาได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า “การรับมอบงานให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้บอกสงวนสิทธิ์ในการเรียกเบี้ยปรับในเวลารับมอบงานแล้ว” ล่ะ จะเป็นอย่างไร?

มีคดีหนึ่งที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรว่าจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขา โดยในสัญญากำหนดไว้ชัดเจนว่า “ในการที่ผู้ว่าจ้างรับมอบงานที่ผู้รับจ้างส่งมอบล่าช้า ให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้บอกสงวนสิทธิ์ในการเรียกเบี้ยปรับในเวลารับมอบงานแล้ว”

ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้าและถูกหักค่าปรับไป จึงนำคดีไปฟ้องขอคืนเงินค่าปรับ โดยอ้างว่าผู้ว่าจ้างไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิ์ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อสัญญากำหนดไว้ชัดเจนแล้ว และผู้รับจ้างยอมรับเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรกโดยไม่โต้แย้ง ผู้ว่าจ้างจึงมีสิทธิหักค่าปรับได้โดยไม่ต้องแจ้งสงวนสิทธิ์อีก  นี่คือสิ่งที่น่าจสนใจที่ว่า การระบุข้อความสงวนสิทธิ์ไว้ในสัญญาล่วงหน้านั้นมีผลผูกพันและช่วยปกป้องสิทธิของผู้ว่าจ้างได้จริง (แต่ชอุ่มขอหมายเหตุไว้นิสนึง ก็คือ ชอุ่มตีความจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1547/2564 คดีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งอาจไม่ใช่หลักการทั่วไปสำหรับเอกชน ดังนั้น การที่จะใช้ข้อสัญญานี้แทนการแจ้งสงวนสิทธิ์จริงๆ ในสัญญาเอกชนทั่วไปอาจมีความเสี่ยงเหมือนกันนะคะ)

5 ขั้นตอนปฏิบัติให้ปลอดภัย (เอาแบบสุด ๆ กันไปเลย แม้บางขั้นตอนอาจดูจะเว่อร์ไปซักนิด)

1. ระบุในสัญญาตั้งแต่เริ่มต้น

เพิ่มข้อความในสัญญาว่า “การที่ผู้ว่าจ้างรับมอบงานที่ส่งมอบล่าช้า ให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้สงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับตามสัญญาไว้แล้ว” นี่เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด

2. จัดทำหนังสือแจ้งเตือนทันทีที่ทราบว่างานล่าช้า

เมื่อครบกำหนดส่งมอบงานแล้วแต่ผู้รับเหมายังทำไม่เสร็จ ควรส่งหนังสือแจ้งทันทีว่าผู้รับเหมาผิดสัญญาและจะมีการคิดค่าปรับ การแจ้งล่วงหน้าแบบนี้จะช่วยเสริมสร้างหักฐานในภายหลัง

3. ทำหนังสือบอกสงวนสิทธิ์ในวันรับมอบงาน

นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุด เมื่อผู้รับเหมานำงานมาส่งมอบ (ถึงแม้จะล่าช้า) ต้องจัดทำหนังสือแจ้งสงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับทันที โดยระบุชัดเจนว่า “ผู้ว่าจ้างขอสงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับจากการส่งมอบงานล่าช้าตามสัญญา” และให้ผู้รับเหมาลงนามรับทราบ

4. ระบุจำนวนวันที่ล่าช้าและจำนวนเงินค่าปรับ

ในหนังสือสงวนสิทธิ์ ควรระบุรายละเอียดว่างานล่าช้าไปกี่วัน คำนวณค่าปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพื่อให้ผู้รับเหมาทราบและสามารถโต้แย้งได้ทันทีหากไม่เห็นด้วย

5. หักค่าปรับออกจากเงินค่าจ้างที่ต้องจ่าย

เมื่อมีการสงวนสิทธิ์ไว้แล้ว สามารถหักค่าปรับออกจากเงินค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้ผู้รับเหมาได้เลย โดยแจ้งให้ทราบชัดเจนว่าจำนวนเงินที่จ่ายเป็นเท่าไร หักค่าปรับไปเท่าไร

เมื่อผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาโต้แย้งเรื่องค่าปรับล่าช้า

หากผู้รับเหมาไม่ยอมรับความล่าช้าหรือคัดค้านการคิดค่าปรับ ผู้ว่าจ้างควรรวบรวมหลักฐานดังนี้

  • สำเนาสัญญาที่ระบุกำหนดเวลาส่งมอบงานและอัตราค่าปรับ
  • หนังสือติดตามงานหรือการประชุมที่แสดงให้เห็นว่างานล่าช้า
  • บันทึกการรับมอบงานที่ระบุวันที่รับมอบจริง
  • หนังสือแจ้งสงวนสิทธิ์ที่มีผู้รับเหมาลงนามรับทราบ

หลักฐานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ว่าจ้างสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการแจ้งสงวนสิทธิ์อย่างถูกต้อง หากต้องนำคดีไปสู่ศาล

กรณีที่งดหรือลดค่าปรับได้

แม้จะมีการสงวนสิทธิ์ไว้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ว่าจ้างจะเรียกค่าปรับได้ทุกกรณี ศาลอาจพิจารณางดหรือลดค่าปรับลงได้หากงานล่าช้าเพราะเหตุสุดวิสัย  หรือผู้ว่าจ้างเป็นสาเหตุของความล่าช้า หรือมีงานเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญาเดิม ที่ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น  หรือค่าปรับสูงเกินสมควรซึ่งศาลมีอำนาจตาม ปพพ มาตรา 383 ในการลดค่าปรับลงหากเห็นว่าสูงเกินส่วน

ข้อควรระวังสำหรับผู้ว่าจ้าง

สำหรับสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกันนั้น ไม่มีระเบียบพัสดุหรือกฎเกณฑ์ภาครัฐมาบังคับใช้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา ดังนั้น ผู้ว่าจ้างเอกชนจึงต้องใส่ใจกับรายละเอียดในสัญญามากกว่า เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ให้พึ่งพาเหมือนหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ ควรระวังเรื่องการจ่ายเงินค่าจ้างด้วย หากจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาไปแล้วโดยไม่ได้หักค่าปรับหรือสงวนสิทธิ์ไว้ การที่จะกลับมาเรียกเงินคืนภายหลังจะทำได้ยากมาก เพราะถือว่าผู้ว่าจ้างยอมรับงานและยินยอมจ่ายเต็มจำนวนแล้ว

ชอุ่ม รัตติยากร

Lanternshire Library of Commerce (LLC)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจง หากมีข้อสงสัยหรือปัญหาที่ซับซ้อน ควรปรึกษานักกฏหมายที่เชี่ยวชาญด้านสัญญาโดยตรง


Bloggers

About ชอุ่ม รัตติยากร
นิติกรอาวุโสสาย in-house ดูแลงานกฎหมายหลังบ้านให้บริษัทเอกชนกว่า 10 ปี ในหลายธุรกิจ อาทิ สายการบิน ซอฟต์แวร์ Tech Startup และ Logistics ชำนาญงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท งานจดทรัพย์สินทางปัญญา งานติดต่อหน่วยงานรัฐ อบรม CSP รุ่นที่ 148/2567 ของ IOD และมีทักษะที่เป็นจุดแข็งด้าน legal research การวิเคราะห์แนวทางแก้ไขข้อพิพาท และการเลือกสำนักงานกฎหมายที่เหมาะกับคดีความแต่ละประเภท