เมื่อการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องสะดุด มุมมองต่อมาตรา 7


การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปกป้องตราสินค้าของตนเองจากการลอกเลียนแบบและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่ทราบว่าเครื่องหมายการค้าจำนวนมากที่เราเห็นในท้องตลาด อาจไม่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง เนื่องจากติดปัญหาบางข้อของกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่กำหนดให้เครื่องหมายต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ

มาตรา 7: ปัญหาหลักที่ทำให้เครื่องหมายการค้าถูกปฏิเสธ

มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ระบุว่าเครื่องหมายการค้าต้องมี “ลักษณะบ่งเฉพาะ” หรือสามารถทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ว่าสินค้านั้นมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งหมายความว่าชื่อหรือสัญลักษณ์ที่ใช้ต้องไม่เป็นคำทั่วไปที่อธิบายลักษณะของสินค้าตรงตัว เช่น คำว่า “สดชื่น” สำหรับเครื่องดื่ม หรือ “สวยใส” สำหรับเครื่องสำอาง ล้วนเป็นคำที่ขาดลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะไม่ได้สร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนให้กับแบรนด์

อีกตัวอย่างที่มักติดมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 คือชื่อที่คล้ายกับลักษณะของสินค้าโดยตรง เช่น “นุ่มหอม” สำหรับขนมปัง หรือ “เงาวาว” สำหรับผลิตภัณฑ์แว็กซ์เคลือบเงารถยนต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นคำบรรยายลักษณะของสินค้านั้น ๆ มากกว่าที่จะเป็นชื่อแบรนด์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง หลายครั้ง นักกฎหมายให้คำแนะนำว่า การเพิ่มองค์ประกอบเฉพาะ เช่น การเติมคำที่เป็นชื่อเฉพาะตัว หรือการผสมคำที่ไม่มีความหมายโดยตรง อาจช่วยให้สามารถจดทะเบียนได้ เช่น “นุ่มหอมพลัส” หรือ “เงาวาวโกลด์” เป็นต้น

เมื่อออกแบบมาแล้ว ก็ใช้ต่อไป แม้จดไม่ผ่าน

ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือ หลายธุรกิจลงทุนออกแบบโลโก้และตราสินค้าไปแล้ว แต่เมื่อนำไปจดทะเบียนกลับถูกปฏิเสธ เนื่องจากติดปัญหาขาดลักษณะบ่งเฉพาะแทนที่จะเปลี่ยนชื่อ หลายแบรนด์เลือกใช้ต่อไป เพราะได้ทำการตลาดและสร้างการรับรู้ไปแล้ว สิ่งนี้นำไปสู่สถานการณ์ที่เครื่องหมายการค้าเหล่านี้แม้จะมีชื่อเสียง แต่กลับไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย หากวันหนึ่งมีผู้อื่นนำไปใช้ ก็อาจเกิดปัญหาทางกฎหมายได้

สาเหตุอื่นที่ทำให้ถูกปฏิเสธ

นอกจากมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แล้ว ยังมีมาตราอื่นที่อาจเป็นอุปสรรคในการจดทะเบียน ได้แก่

มาตรา 8: ห้ามใช้เครื่องหมายที่ขัดต่อศีลธรรม จริยธรรม หรือเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ

มาตรา 13 และ 20: ห้ามใช้เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงมาตรา 8, 13 หรือ 20 ได้ แต่มาตรา 7 ยังคงเป็นข้อห้ามที่สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ประกอบการจำนวนมาก

แล้วจะออกแบบอย่างไรให้จดทะเบียนผ่าน

ทางออกสำหรับธุรกิจคือการออกแบบเครื่องหมายการค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้คำที่ไม่สื่อถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง และอาจใช้ชื่อที่มีการสร้างขึ้นใหม่ หรือการสะกดที่แตกต่าง เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของมาตรา 7 การศึกษากฎหมายอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นจดทะเบียน จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธ และทำให้แบรนด์สามารถได้รับความคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หนิง นันทิชา


Bloggers

About หนิง นันทิชา
นักกฎหมาย(ยัง)สาว ด้าน Commercial Law ชำนาญการตรวจสอบสัญญาธุรกิจ ศึกษาเรื่องการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์นานนับ 10 ปี รักในการถ่ายทอดความรู้เทคนิคการอ่านการตีความเงื่อนไขทางธุรกิจให้กับกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักกฎหมาย เคยทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในมหาวิทยาลัยรัฐและปัจจุบันดูแลงานกฎหมายในบริษัทมหาชน นันทิชาเป็นศิษย์เก่า Queen Mary, University of London (QMUL) School of Law สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท LLM สาขา Intellectual Property Law และ LLM with Merit สาขา Tax Law และเนติบัณฑิตไทย