ให้เพื่อนกู้เงิน แล้วให้เขาคืนเงินให้คนอื่นที่ไม่ใช่เราได้ไหม?
สวัสดีค่ะ คำถามตามหัวข้อเลยค่ะ ให้คนอื่นกู้เงินไป พอถึงเวลาต้องเอาเงินคืนหรือขอให้ชำระคืน ไม่อยากเจอหน้ากันอีก (แบบว่าให้คนอื่นไปรับแทน) หรือบางกรณีเราอาจจะต้องการโอนสิทธิ์การรับเงินคืนให้กับคนอื่น เช่น บุคคลอื่น ธนาคาร หรือบริษัทที่เราติดหนี้อยู่ แทนที่จะต้องรอรับเงินเองแล้วค่อยไปชำระหนี้
คำถามคือ… ทำแบบนี้ได้จริงหรือ? คำตอบคือ ได้ค่ะ และมันมีชื่อเรียกทางกฎหมายว่า “การโอนสิทธิเรียกร้อง” วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่ามันคืออะไร ทำอย่างไรถึงจะถูกต้องตามกฎหมาย และจะทำอย่างไรไม่ให้มีปัญหาตามมาค่ะ
การโอนสิทธิเรียกร้องคืออะไร?
พูดง่ายๆ เลยนะคะ คือเราในฐานะเจ้าหนี้ (คนให้กู้) สามารถโอนสิทธิ์ที่จะเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ (คนกู้) ให้กับบุคคลอื่นได้ ทำให้บุคคลที่รับโอนกลายเป็นเจ้าหนี้คนใหม่ทันที มีสิทธิ์เรียกเงินจากลูกหนี้ได้แทนเราเลย
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ก็คือ สมมติคุณให้เพื่อนกู้เงินไป 200,000 บาท ตกลงคืนภายใน 6 เดือน มีสัญญากู้ยืมกันอย่างถูกต้อง แต่แล้วคุณก็เกิดติดหนี้บัตรเครดิตธนาคารพอดี ดอกเบี้ยมันวิ่งทุกวัน คุณก็คิดว่า แทนที่เพื่อนจะคืนเงินมาให้คุณ แล้วคุณค่อยเอาไปชำระหนี้ธนาคาร ถ้าให้เพื่อนไปจ่ายตรงให้ธนาคารแทนคุณเลย จะประหยัดเวลาและดอกเบี้ยก็หยุดวิ่งได้เร็วขึ้น นี่คือสถานการณ์ที่ การโอนสิทธิเรียกร้อง เข้ามามีบทบาท โดยคุณจะโอนสิทธิ์การเรียกเงินคืนจากเพื่อนให้กับธนาคาร เพื่อนก็จ่ายเงินให้ธนาคารโดยตรง ไม่ต้องผ่านมือคุณอีก
กฎหมายรองรับหรือไม่?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ) มาตรา 303 บัญญัติชัดเจนว่า สิทธิเรียกร้องสามารถโอนกันได้ เว้นแต่จะเป็นสิทธิที่โอนไม่ได้โดยสภาพ (เช่น สิทธิรับค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธิรับเงินเดือน) หรือคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ว่าห้ามโอน
แต่ถ้าเป็นเรื่องเงินกู้ยืมทั่วไป ก็โอนกันได้อย่างสบายๆ เลยค่ะ สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ว่า สิทธิเรียกร้องต่างๆ เหล่านี้โอนกันได้:
- สิทธิเรียกร้องในอนาคต – แม้หนี้ยังไม่เกิดก็โอนได้
- สิทธิเรียกร้องที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ – แม้ยังไม่ครบกำหนดก็โอนได้
- สิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้ว – แม้เป็นหนี้เสียก็ยังโอนได้
ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็สามารถโอนสิทธิเรียกร้องได้ทั้งนั้นค่ะ
ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย?
ตรงนี้สำคัญมากนะคะ ชอุ่มขออ้างถึง ปพพ มาตรา 306 กำหนดหลักไว้ชัดเจน ถ้าทำไม่ครบอาจทำให้การโอนไม่สมบูรณ์ แล้วมีปัญหาตามมาได้ มี 2 วิธีให้เลือกค่ะ:
วิธีที่ 1: ทำสัญญาโอนสิทธิ์ 3 ฝ่าย (แนะนำ – สะดวกที่สุด)
นี่คือ วิธีที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด ให้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยให้ทั้ง 3 ฝ่าย ลงนามรับทราบในเอกสารเดียวกันเลย ประกอบด้วย:
1. ผู้โอนสิทธิ์ (คุณ – เจ้าหนี้เดิม)
2. ผู้รับโอนสิทธิ์ (เช่น ธนาคาร – เจ้าหนี้คนใหม่)
3. ลูกหนี้ (เพื่อนที่กู้เงินไป)
เมื่อลูกหนี้ลงนามในหนังสือโอนสิทธิ์นี้แล้ว ก็ถือว่าเป็น “ความยินยอมเป็นหนังสือ” ตามมาตรา 306 แล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งหนังสือแจ้งแยกอีกครั้ง ทำครั้งเดียวจบ สะดวกและชัดเจนที่สุด เนื้อหาในสัญญาควรระบุ:
- รายละเอียดของผู้โอน ผู้รับโอน และลูกหนี้
- จำนวนเงินที่โอนสิทธิ์ (เช่น 200,000 บาท)
- อ้างอิงสัญญากู้ยืมเงินเดิม (ฉบับลงวันที่…)
- กำหนดเวลาชำระหนี้
- วิธีการชำระเงิน (เช่น โอนเข้าบัญชี ชำระที่ธนาคาร)
- ลายเซ็นของทั้ง 3 ฝ่าย พร้อมวันที่
วิธีที่ 2: ทำเป็น 2 ขั้นตอนแยกกัน
ถ้าไม่สะดวกให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาลงนามพร้อมกัน ก็สามารถทำแบบแยกได้ คือ:
ขั้นตอนที่ 1: ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง
ผู้โอนสิทธิ์ (คุณ) กับผู้รับโอนสิทธิ์ (ธนาคาร) ทำหนังสือโอนสิทธิ์กันก่อนโดยไม่ต้องมีลูกหนี้ลงนามด้วย ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4139/2532 แม้จะมีแค่ลายเซ็นของผู้โอนฝ่ายเดียวก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว แต่แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายลงนามจะชัดเจนกว่า
ขั้นตอนที่ 2: แจ้งให้ลูกหนี้ทราบเป็นหนังสือ (สำคัญมาก) หลังจากทำหนังสือโอนสิทธิ์แล้ว ต้องส่งหนังสือแจ้งไปยังลูกหนี้ให้รู้ว่า:
- สิทธิ์การเรียกเงินคืนได้ถูกโอนให้ธนาคารแล้ว
- จากนี้ไปต้องชำระเงินให้ธนาคารโดยตรง
- ระบุบัญชีธนาคาร วันที่ครบกำหนด และรายละเอียดการชำระ
หรือ ให้ลูกหนี้ทำหนังสือยินยอมในการโอนสิทธิ์ก็ได้ เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอ แต่ต้องเป็นหนังสือทั้งคู่ ห้ามแจ้งแค่ปากเปล่าหรือทางไลน์นะคะ
ถ้าไม่แจ้งลูกหนี้หรือไม่ได้ลงนามพร้อมกันล่ะ?
ตรงนี้ก็สำคัญ ถ้าทำแค่ขั้นตอนแรก คือ ทำสัญญาโอนสิทธิ์ระหว่างเจ้าหนี้กับผู้รับโอนเท่านั้น โดยไม่ได้แจ้งลูกหนี้หรือไม่ได้รับความยินยอมจากลูกหนี้เป็นหนังสือ จะเกิดปัญหาค่ะ เช่น
- ลูกหนี้อาจคืนเงินให้เจ้าหนี้เดิมโดยตรง เพราะถ้าลูกหนี้ไม่รู้เรื่องการโอนสิทธิ์ แล้วเขามาจ่ายเงินคืนให้เจ้าหนี้เดิม (คุณ) ตรงๆ คุณก็ไม่สามารถปฏิเสธได้! และลูกหนี้ก็ถือว่าหมดหนี้แล้ว ตามปพพ มาตรา 306 วรรคสอง หรือ
- ผู้รับโอนไม่สามารถเรียกร้องได้ เพราะส่วนผู้รับโอนสิทธิ์ (ธนาคารหรือเจ้าหนี้คนใหม่) จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ได้ เพราะตามกฎหมาย การโอนนั้นยังไม่มีผลบังคับใช้กับลูกหนี้หรือบุคคลภายนอก
- เจ้าหนี้เดิมเอง (เราเอง) ก็เดือดร้อน เพราะได้โอนสิทธิ์ให้ธนาคารไปแล้ว แต่ธนาคารเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ไม่ได้ หนี้ที่ต้องการชำระก็ยังค้างอยู่ ดอกเบี้ยก็ยังวิ่งต่อ
เห็นไหมคะ การแจ้งลูกหนี้หรือการให้ลูกหนี้ลงนามรับทราบมันสำคัญแค่ไหน
การเตรียมเอกสารก่อนโอนสิทธิเรียกร้อง
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ควรตรวจสอบดังนี้:
1. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน
- สำเนาสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดิม
- บัตรประชาชนของทุกฝ่าย
- หลักฐานการโอนเงินให้ลูกหนี้ตอนแรก (ถ้ามี)
2. เลือกวิธีที่เหมาะสม
- ถ้าทำได้ ให้เลือกวิธีที่ 1 (สัญญา 3 ฝ่าย) จะสะดวกและปลอดภัยที่สุด
- ถ้าไม่สะดวก ก็ต้องทำวิธีที่ 2 ให้ครบ 2 ขั้นตอน
3. เขียนหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องให้ชัดเจน ระบุรายละเอียดให้ครบ ว่าโอนสิทธิเรียกร้องหนี้จำนวนเท่าไร จากใคร ให้ใคร อ้างอิงสัญญาใด
4. ตรวจสอบอำนาจลงนาม ผู้โอนและผู้รับโอนต้องมีอำนาจกระทำการตามกฎหมาย ถ้าเป็นนิติบุคคล ต้องดูว่าผู้ลงนามมีอำนาจหรือไม่
5. ส่งหนังสือด้วยวิธีที่มีหลักฐาน (กรณีทำแบบ 2 ขั้นตอน) แนะนำให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือส่งด้วยตัวเองแล้วให้ลูกหนี้เซ็นรับ
6. เก็บสำเนาทุกอย่างไว้ เอกสารทุกฉบับต้องถ่ายสำเนาเก็บไว้ทุกฝ่าย เผื่อมีปัญหาภายหลังจะได้มีหลักฐาน
กรณีพิเศษที่ควรรู้ไว้นะคะ
จากการศึกษามีหลายกรณีพิเศษที่น่าสนใจค่ะ:
กรณีที่ 1: โอนสิทธิ์ให้หลายคนพร้อมกัน
ถ้าเผลอโอนสิทธิ์เดียวกันให้คนหลายคน (ซึ่งไม่ควรทำนะคะ) ศาลจะดูว่าใครแจ้งลูกหนี้หรือได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ก่อน คนนั้นจะมีสิทธิ์ดีกว่า ตาม ปพพ มาตรา 307
กรณีที่ 2: โอนสิทธิ์เพื่อเป็นหลักประกัน
บางคนอาจโอนสิทธิ์เพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ไม่ใช่โอนเด็ดขาด กรณีนี้ผู้รับโอนจะยังเรียกเก็บเงินไม่ได้จนกว่าผู้โอนจะผิดสัญญา
กรณีที่ 3: มอบอำนาจให้รับเงิน vs โอนสิทธิ์
ศาลฎีกาเคยแยกความแตกต่างว่า ถ้ามีข้อตกลงว่าผู้มอบอำนาจจะไม่ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจจนกว่าผู้รับมอบอำนาจจะได้รับเงินแล้ว นี่ถือเป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่แค่มอบอำนาจทั่วไป
กรณีที่ 4: สัญญาขายหนี้
การขายหนี้ให้บุคคลอื่นก็เป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเช่นกัน ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดียวกัน
ชอุ่มทบทวนทิ้งท้าย
การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นวิธีทางกฎหมายที่มีประโยชน์มาก และสิ่งสำคัญ ก็คือ การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือ – ห้ามตกลงกันปากเปล่า วิธีการโอนสิทธิ มี 2 วิธี (วิธีแนะนำ และวิธีทำสองขยัก) ชอุ่มอธิบายข้างต้นทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ อย่าลืมแจ้งลูกหนี้หรือให้ลูกหนี้ลงนามรับทราบ ซึ่งถ้าทำตามขั้นตอนครบถ้วน ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดี แต่ถ้ายังไม่มั่นใจ ก็แนะนำให้ปรึกษาทนายความหรือให้ชอุ่มดูแลเป็นการส่วนตัวได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ ^^
ชอุ่ม รัตติยากร