ทำไม VAT ประเทศไทยถึง 7% ทั้งที่กฎหมายระบุ 10% และให้ลดเหลือ 6.3%


หลายคนเข้าใจไปว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยคือ 7%

ลองหยิบใบกำกับภาษีขึ้นมาซักใบ แล้วมองไปที่บรรทัด VAT จะระบุว่า 7% มาตลอด จนหลายคนเข้าใจไปว่า “อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย คือ 7%”  แต่ความจริงตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย ระบุ VAT ไว้ที่ 10%  ไม่ใช่ 7% อย่างนั้นนะครับ

ของจริงคือ 10% ตามประมวลรัษฎากร

ถ้าเปิด มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ดู จะเห็นว่ากฎหมายระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้า อยู่ที่ ร้อยละ 10 ไม่ใช่ 7% อย่างที่เราคุ้นเคยกันครับ

แล้วทำไมเราถึงจ่ายแค่ 7% มาเป็นยี่สิบกว่าปี?

คำตอบอยู่ตรงวรรคสองของมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ที่เปิดช่องให้รัฐบาล “ลดอัตรา” ลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งรัฐบาลก็ใช้ช่องนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ลดอัตราจริงลงเหลือ 7% เพื่อพยุงกำลังซื้อ แล้วก็ต่ออายุเรื่อยมาทุก 1-2 ปี จนคนไทยลืมไปแล้วว่าเพดานจริงคือ 10% ครับ

ฉบับล่าสุด: พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 779) พ.ศ. 2568

ฉบับล่าสุด รัฐบาลประกาศ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 779) พ.ศ. 2568 ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568

สาระสำคัญในมาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ระบุว่า ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตรา ร้อยละหกจุดสาม (6.3%) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569  และคาดว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อไปเรื่อย ๆ (เรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ  เพราะถ้ารัฐบาลไหนไม่ขยายการลด VAT นี่คือ ผิดและเสียคะแนนนิยมในสายตาของคนไทยเลยก็ว่าได้ครับ)

อ่านถึงตรงนี้หลายคนน่าจะสะดุดแล้วครับ — เอ๊ะทำไม 6.3%? ไม่ใช่ 7% รึ?

6.3% มาเกี่ยวอะไรกับ 7%?

ตรงนี้แหละครับที่หลายคนยังไม่เคยรู้

ภาษีที่เราจ่าย 7% จริง ๆ แล้วไม่ได้เข้าคลังหลวงทั้งก้อน กฎหมายตั้งใจให้ส่วนหนึ่งตกเป็นรายได้ของท้องถิ่นด้วย เพราะการบริโภคเกิดขึ้นในพื้นที่ของท้องถิ่นนั้น ๆ ก็สมควรที่ท้องถิ่นจะได้ส่วนแบ่ง

โครงสร้างนี้เขียนไว้ใน พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ซึ่งมาตรา 4 บัญญัติให้เพิ่ม “มาตรา 12 ทวิ” เข้าไปในพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 โดยให้อำนาจเทศบาลออกเทศบัญญัติเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจากอัตราที่กรมสรรพากรเก็บตามประมวลรัษฎากร ในอัตรา หนึ่งในเก้า (1/9) ของอัตราที่สรรพากรเก็บ

แล้วก็มี พระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534 มากำหนดกลไกว่า กรมสรรพากรเป็นคนเก็บแทนท้องถิ่น แล้วส่งเงินทั้งก้อนให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรต่อ

ลองคำนวณตามนะครับ:

  • กรมสรรพากรเก็บตามประมวลรัษฎากร = 6.3%
  • ท้องถิ่นเก็บเพิ่มอีก 1 ใน 9 ของ 6.3% = 6.3 ÷ 9 = 0.7%
  • รวมกัน = 6.3 + 0.7 = 7.0% พอดีเป๊ะครับ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระราชกฤษฎีกาทุกฉบับที่ออกมาเรื่องนี้ ถึงเขียนว่า “ลดเหลือ 6.3%” ไม่ใช่ “ลดเหลือ 7%” เพราะ 0.7% ที่เหลือเป็นของท้องถิ่นซึ่งไม่ได้ใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำกับ แต่ใช้กฎหมายคนละฉบับกัน

แล้วทำไมต้องต่ออายุทุกปี?

เพราะการลดอัตราตามพระราชกฤษฎีกามีกำหนดเวลาเสมอครับ ไม่ใช่ “ลดถาวร” รัฐบาลแต่ละชุดจึงต้องประเมินเศรษฐกิจแล้วเสนอ ครม. อนุมัติร่างฉบับใหม่ก่อนของเก่าหมดอายุ ถ้าวันหนึ่ง ครม. ไม่ต่อ — เช้าวันที่ 1 ตุลาคมปีนั้น VAT ก็ดีดกลับเป็น 10% โดยอัตโนมัติทันที โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่อะไรเลย เพราะนั่นคือเพดานที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แต่แรกครับ

ไกรวัล อยากจะฝากอะไรกับผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการ

สิ่งที่ผมอยากให้ผู้ประกอบการเข้าใจ คือ  ตัวเลข 7% ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่อัตราตามกฎหมายแม่บท แต่เป็น “อัตราพิเศษชั่วคราว” ที่รัฐต่ออายุเรื่อย ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมันประกอบขึ้นจากภาษีสองชั้น คือ 6.3% เข้าคลังกลาง + 0.7% เข้าท้องถิ่น ตามกฎหมายคนละฉบับกัน

เวลาออกใบกำกับภาษี วางระบบบัญชี หรือร่างสัญญาที่มีระยะส่งมอบยาว ๆ หลายปี ควรร่างสัญญาที่มีเงื่อนไขเรื่อง VAT ให้ยืดหยุ่นไว้ด้วยครับ เผื่อวันหนึ่งรัฐบาลตัดสินใจไม่ต่ออายุ คู่สัญญาจะได้ไม่ทะเลาะกันเรื่องใครรับภาระส่วนที่เพิ่มจาก 7% เป็น 10%

ไกรวัล ศรีประทักษ์

LLC – Lanternshire Library of Commerce

Mastering the Language of Commerce


Bloggers

About ไกรวัล
ทำงานกฎหมาย ร่าง เจรจาสัญญาธุรกิจมานาน 20 ปี รอบรู้เอกสารภาษาอังกฤษในงานธุรกิจและกฎหมาย อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของบมจ. ปัจจุบันบริหารงานกฎหมายให้ บจก. เรียบเรียงหนังสือเรียนหลักสูตรกระทรวงศึกษาฯ มากกว่า 20 เล่ม เคยชนะเลิศอันดับหนึ่งการคัดเลือกนักเขียนนิตยสาร I Get English เคยทำคะแนน TOEIC เต็ม 990 ทำ IELTS score 8 โดยเฉพาะ writing part และหนึ่งในสามคนไทยที่สอบได้ใบอนุญาตฟีฟ่าประกอบธุรกิจตัวแทนนักฟุตบอลทั่วโลกครั้งแรก ไกรวัลจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา International Business (awarded with Distinction) จาก University of Wollongong และสาขาการเงิน จาก University of Newcastle