ทุนสำรองบริษัทครบ 10% แล้วต้องกันอีกไหม ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเป็นทุนสำรองไหม
ทุกครั้งที่ใกล้ปิดงบและคณะกรรมการบริษัทเริ่มคุยเรื่องจ่ายปันผล คำถามหนึ่งที่ฝ่ายบัญชีการเงินของบริษัทจำกัดมักจะถามกลับมาที่ฝ่ายกฎหมายเสมอ ก็คือ “ปีนี้ยังต้องกันทุนสำรอง 5% อยู่อีกไหม ในเมื่อทุนสำรองเราครบ 10% ของทุนจดทะเบียนไปนานแล้ว” และคำถามต่อเนื่องที่มักจะตามมาติด ๆ คือ “แล้วที่ครบน่ะ มันครบเพราะส่วนล้ำมูลค่าหุ้น ไม่ได้ครบเพราะกันจากกำไร แบบนี้นับได้ด้วยหรือ?”
ผมเจอคำถามประมาณนี้จากฝ่ายบัญชีการเงินของหลายบริษัทจำกัดค่อนข้างบ่อยเลย จนคิดว่าน่าจะแชร์มุมมองส่วนตัวไว้ซักหน่อย เพราะมันคือจุดที่เมื่อได้อ่านประมวลแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1202 หลายคนมองว่าเขียนไว้ไม่ชัด และอีกหลายคนก็มองว่าเขียนชัด ขณะที่ในทางปฏิบัติ แม้แต่ผู้สอบบัญชีเองหลายรายก็เลี่ยงที่จะฟันธง เนื่องจากมันเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ไม่ใช่ประเด็นมาตรฐานการบัญชี
มาเริ่มจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1202 กันก่อน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1202 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า “ทุกคราวที่แจกเงินปันผล บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้จากกิจการของบริษัท จนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้น แล้วแต่จะได้ตกลงกำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท”
ส่วนวรรคสอง เขียนว่า “ถ้าได้ออกหุ้นโดยคิดเอาราคาเกินกว่าที่ปรากฏในใบหุ้นเท่าใด จำนวนที่คิดเกินนี้ท่านให้บวกทบเข้าในทุนสำรองจนกว่าทุนสำรองจะมีจำนวนเท่าถึงที่กำหนดไว้ในวรรคก่อน” อ่านสองวรรคนี้ต่อกัน ผมว่าคำตอบของคำถามข้อที่สองชัดในตัวมันเองนะครับ
ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเอาเข้าเป็นทุนสำรองได้ ไม่ใช่แค่ได้เฉย ๆ แต่กฎหมายบังคับให้ทำ
หลายท่านเข้าใจว่าทุนสำรองต้องมาจากการกันกำไรก่อนจ่ายปันผลเท่านั้น ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเป็นเงินอีกก้อนหนึ่ง แถมยังมองว่าเป็นคนละเรื่องกัน แต่สำหรับในมุมมองของผมนั้น ความเข้าใจนี้ไม่ตรงกับ ปพพ มาตรา 1202 ครับ ซึ่งจะเห็นว่า วรรคสองใช้คำว่า “ท่านให้บวกทบเข้าในทุนสำรอง” ซึ่งเป็นถ้อยคำบังคับ ไม่ใช่ทางเลือก และคำว่า “บวกทบ” ก็แสดงชัดว่ากฎหมายไทยมองทุนสำรองเป็นบัญชีเดียว แต่มีแหล่งที่มาได้สองทาง คือ จากกำไรก่อนจ่ายปันผลทางหนึ่ง และจากส่วนล้ำมูลค่าหุ้นอีกทางหนึ่ง แล้วเอามารวมกันวัดกับเพดานเดียวกัน คือ 1 ใน 10 ของทุนของบริษัท (หรือสูงกว่านั้นถ้าข้อบังคับกำหนดไว้สูงกว่า) จุดนี้เป็นความต่างที่น่าสนใจ ถ้าเทียบกับกฎหมายเยอรมันหรือกฎหมายอังกฤษที่แยกบัญชีส่วนล้ำมูลค่าหุ้นออกไปต่างหากและไม่ได้กำหนดเพดานไว้นั้น ของไทยเราเดินตามแนวเดียวกับกฎหมายพาณิชย์ญี่ปุ่นเก่า คือ บัญชีเดียว นั่นคือ สองแหล่งที่มา และมีเพดาน ซึ่งก็เคยมีวิทยานิพนธ์ในประเทศไทย เช่น ของคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ศึกษาเรื่องทุนสำรองในบริษัทจำกัดไว้เช่นกันโดยเปรียบเทียบกฎหมายเยอรมัน ญี่ปุ่น และอังกฤษ ก็สรุปตรงกันว่าโครงสร้างบัญชีทุนสำรองของไทยเป็นแบบบัญชีเดียวสองแหล่งที่มาเช่นนี้จริงนะครับ
ดังนั้น ถ้ามีผู้สอบบัญชีถามว่าเอาส่วนล้ำมูลค่าหุ้นมานับเป็นทุนสำรองได้อย่างไร คำตอบ คือ ยก ปพพ มาตรา 1202 วรรคสอง ให้ดูได้เลยครับ
แล้วเมื่อทุนสำรองครบ 1 ใน 10 ของทุนจดทะเบียนแล้ว ยังต้องกัน 1 ใน 20 จากผลกำไร อีกไหม?
ปพพ มาตราเดียวกันนี้ ตอบไว้แล้วด้วยคำว่า “จนกว่า” หน้าที่กันกำไร 1 ใน 20 เป็นหน้าที่ที่มีเงื่อนไขเวลาสิ้นสุด ไม่ใช่หน้าที่ตลอดกาล กฎหมายบังคับให้กัน “จนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัท” เมื่อถึงเพดานแล้ว เงื่อนไขของหน้าที่ก็หมดลง ไม่ว่ายอดที่ครบนั้นจะมาจากกำไร จากส่วนล้ำมูลค่าหุ้น หรือจากทั้งสองทางรวมกันก็ตาม ซึ่งในมุมมองของผม กฎหมายจะดูจาก “จำนวนทุนสำรอง” เป็นหลัก ไม่ได้ดู “ที่มาของทุนสำรอง”
ในเชิงเจตนารมณ์ก็สอดคล้องกันนะครับ ทุนสำรองมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ตามหลักการดำรงไว้ซึ่งทุนของบริษัท (Maintenance of Capital) เมื่อเงินก้อนนี้นั่งอยู่ในบัญชีทุนสำรองครบตามที่กฎหมายต้องการแล้ว ผู้ถือหุ้นจะแบ่งเอาไปจ่ายปันผลไม่ได้อยู่แล้วจนกว่าจะเลิกบริษัท หลักประกันของเจ้าหนี้จึงไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย การจะบังคับให้บริษัทกันกำไรเพิ่มเข้าไปอีกทุกปีทั้งที่เต็มเพดานแล้ว จึงเป็นการเพิ่มภาระโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับนะครับ สำหรับผมแล้ว ข้อควรระวังมีอยู่สองเรื่องครับ อย่างแรก ต้องลองไปเปิดข้อบังคับบริษัทดูก่อนว่ากำหนดอัตราทุนสำรองไว้สูงกว่า 10% ของทุนจดทะเบียนหรือไม่ และถ้าข้อบังคับกำหนดไว้สูงกว่า ก็ต้องยึดตามข้อบังคับ (เนื่องจากข้อบังคับกำหนดต่ำกว่ากฎหมายไม่ได้ แต่กำหนดสูงกว่าได้ครับ) ถัดมาอย่างที่สอง เพดานคำนวณจาก “จำนวนทุนของบริษัท” ดังนั้น ถ้าปีไหนมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท เพดานก็ขยับตาม ทุนสำรองที่เคยครบอาจกลายเป็นไม่ครบ และหน้าที่กัน 5% จากกำไรก็กลับมาใหม่นะครับ
“กำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้” ที่ระบุใน ปพพ มาตรา 1202 คือ กำไรอะไรกันแน่?
สมมติทุนสำรองยังไม่ถึงเพดาน คำถามต่อมา ก็คือ ฐานที่จะเอามาคูณ 5% นั้น คืออะไร กำไรสุทธิของรอบบัญชีนั้น กำไรสะสมทั้งก้อน หรือจำนวนเงินปันผลที่จะจ่ายในงวดนั้น?
เอาจริง ๆ ปพพ ก็ไม่ได้เขียนไว้ชัด และถ้าไปเปิดตำรากฎหมายห้างหุ้นส่วนบริษัทของไทยก็แตกเป็นสองแนวคิด แนวหนึ่งมองว่าหมายถึง กำไรสุทธิทั้งหมดที่บริษัททำมาหาได้ อีกแนวหนึ่งมองว่าหมายถึงกำไรที่บริษัทจะจ่ายเป็นเงินปันผลในงวดนั้น ส่วนกฎหมายต่างประเทศก็ตอบไม่เหมือนกัน ทางกฎหมายเยอรมันใช้ฐานกำไรสุทธิ กฎหมายญี่ปุ่นใช้ฐานจำนวนเงินปันผลที่จะจ่าย ขณะที่กฎหมายอังกฤษไม่มีระบบกันทุนสำรองจากกำไรเลย ความเห็นของผม ก็คือ ควรอ่าน ปพพ มาตรา 1202 วรรคหนึ่ง โดยผูกกับคำว่า “ทุกคราวที่แจกเงินปันผล” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายเขียนไว้ตั้งแต่คำแรกของมาตราดังกล่าว ซึ่งหมายถึง หน้าที่กันทุนสำรองจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายปันผล ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะบริษัทมีกำไร ถ้าบริษัทมีกำไรแต่มีมติไม่จ่ายปันผล ก็ไม่ต้องกันทุนสำรอง ฐานคำนวณจึงควรผูกกับกำไรของรอบบัญชีที่นำมาประกาศจ่ายในคราวนั้น ไม่ใช่ลากกำไรสะสมทั้งก้อนที่สะสมมาหลายปีมาเป็นฐาน เพราะถ้าตีความให้กว้างถึงกำไรสะสม บริษัทที่เคยกันทุนสำรองไปแล้วในปีก่อน ๆ ก็จะถูกบังคับให้กันซ้ำจากกำไรก้อนเดิมอีก ซึ่งไม่มีเหตุผลรองรับและทำให้ตัวเลขทางบัญชีไม่สะท้อนความจริง
ก่อนจากไป ผมขอสรุปตามมุมมองส่วนตัว ไว้ดังนี้
- ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นนับเข้าเป็นทุนสำรองได้
- เมื่อยอดในบัญชีทุนสำรองครบ 1 ใน 10 ของทุนบริษัท (หรือครบตามข้อบังคับ) แล้ว บริษัทไม่มีหน้าที่ต้องกันกำไร 5% เพิ่มอีกในคราวที่จ่ายปันผล ไม่ว่ายอดนั้นจะครบด้วยแหล่งใด แต่ต้องเช็กข้อบังคับและเช็กว่ามีการเพิ่มทุนหรือไม่
- ประเด็นฐานคำนวณกำไรยังเป็นช่องว่างที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ชัด ถ้าบริษัทท่านยังกันทุนสำรองไม่ครบเพดาน ควรกำหนดนโยบายภายในให้ชัดว่าจะใช้ฐานใด บันทึกเหตุผลไว้ในมติที่ประชุม แล้วใช้ให้สม่ำเสมอทุกปี เพราะเมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ตีความได้สองทาง สิ่งที่ผู้สอบบัญชี มองหาจริง ๆ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุดในโลก แต่คือคำตอบที่มีเหตุผลรองรับครับ
- อย่าลืมว่า ปพพ มาตรา 1201 ห้ามจ่ายปันผลจากเงินอื่นนอกจากเงินกำไร และถ้าบริษัทขาดทุนก็ห้ามจ่ายจนกว่าจะแก้ไขให้หายขาดทุน ส่วนมาตรา 1203 ก็เปิดช่องให้เจ้าหนี้เรียกเงินปันผลที่จ่ายฝ่าฝืนกฎหมายคืนได้ เรื่องทุนสำรองจึงไม่ใช่แค่รายการปรับปรุงในงบ แต่เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายของการจ่ายปันผลทั้งก้อนเลยครับ
ไกรวัล ศรีประทักษ์
Lanternshire Library of Commerce (LLC)
Mastering the language of commerce